ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ (WMI)

ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ (Water Management Index : WMI) ของประเทศไทย เป็นดัชนีชี้วัดระดับสถานะของการจัดการน้ำในพื้นที่สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจในการกำหนดทิศทางพัฒนา และวางแผนการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจำแนกดัชนีชี้วัดออกเป็น 8 มิติ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

มิติที่ 1 ต้นทุนทรัพยากรน้ำ (Resources)

ปริมาณน้ำทรัพยากรน้ำผิวดิน และน้ำบาดาลที่มีอยู่ ทั้งในรูปแบบของน้ำฝน น้ำท่า น้ำที่กักเก็บไว้ในแหล่งน้ำ และน้ำบาดาลที่สามารถนำมาใช้ได้ รวมทั้งคุณภาพน้ำผิวดิน และน้ำบาดาล แสดงถึงสถานะศักยภาพต้นทุนทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่จะสามารถนำไปใช้ในการของพัฒนาพื้นที่ต่อไป และเมื่อปริมาณน้ำต้นทุนถูกนำมาพิจารณาร่วมกับจำนวนประชากรในพื้นที่ ทำให้สะท้อนภาพสัดส่วนของศักยภาพน้ำต้นทุนในเชิงพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียม และชัดเจน

มิติที่ 2 การจัดการน้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภค (Household water security)

น้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภค และการสุขาภิบาลที่เชื่อถือได้ สะอาด ปลอดภัย และทั่วถึง เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตและสุขภาพตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดัชนีชี้วัดมิตินี้นำเสนอประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะด้านน้ำในครัวเรือนทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ เพื่อสะท้อนภาพสถานการณ์ให้บริการสาธารณะด้านน้ำเพื่อการดำรงชีวิตและสุขอนามัยของประชาชน ทั้งในพื้นที่ในเขตเมือง และเขตชนบท

มิติที่ 3 ความมั่นคงของน้ำเพื่อการพัฒนา (Economic water security)

น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในด้านการผลิตจากภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ การใช้น้ำในภาคส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ถูกนำมาพิจารณา และให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นการรักษาความมั่นคงของน้ำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ เป็นการวัดการใช้น้ำเพื่อการผลิตด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการ โดยประเมินปริมาณและคุณภาพน้ำ รวมถึงผลิตภาพของการใช้น้ำในแต่ละด้าน

มิติที่ 4 ความสมดุลของน้ำต้นทุนและการใช้น้ำ (Balance in resources and usage)

การใช้น้ำให้สมดุล หรือให้เหมาะสมกับต้นทุนทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ เป็นหลักการพื้นฐานใน การจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน ดังนั้น ความสมดุลของน้ำต้นทุนและการใช้น้ำจึงเป็นดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำมิติที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการประเมินระดับความวิกฤติของทรัพยากรน้ำในพื้นที่ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดมาตรการเพื่อจัดการน้ำทั้งในเชิงอุปสงค์และอุปทาน และการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ น้ำต้นทุน ประกอบด้วยปริมาณน้ำต้นทุนรายปีจากแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำบาดาลที่สามารถนำมาใช้ได้ ในขณะที่การใช้น้ำประกอบด้วย ปริมาณการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ และน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ

มิติที่ 5 การจัดการคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมน้ำ (Environmental water security)

สภาพแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างมากในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากการให้ความสำคัญกับการเติบโตด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม แต่ในปัจจุบันทุกภาคส่วนได้หันมาสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดย เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ดัชนีชี้วัดด้านความมั่นคงของน้ำในมิติการจัดการคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมน้ำ เป็นดัชนีชี้วัดที่แสดงความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ น้ำรักษานิเวศ และประสิทธิภาพ การจัดการคุณภาพน้ำ

มิติที่ 6 การจัดการภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ (Resilience to water-related disasters)

การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความเสี่ยงจาก ความแปรปรวน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำมิตินี้บ่งชี้ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการจัดการภัยพิบัติจากน้ำ การพัฒนาศักยภาพในการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการอุทกภัย ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เพื่อลดผลกระทบหรือความเสียหายจากภัยพิบัติ

มิติที่ 7 การจัดการ และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ (Management of upstream forest)

ป่าต้นน้ำต้องมีปริมาณเพียงพอและมีความสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพการชะลอน้ำหลาก สภาพทางน้ำ คุณภาพแหล่งน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของดิน ลดปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดิน เพิ่มการเติมน้ำใต้ดิน ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำมิติการจัดการและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เป็นมิติที่วัดคุณภาพของป่าต้นน้ำ ทั้งในเชิงปริมาณพื้นที่ป่า ความอุดมสมบูรณ์ และการดูแลจัดการป่าต้นน้ำ

มิติที่ 8 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Water resources management performance)

ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความท้าทายและซับซ้อน การเข้าถึงทรัพยากรน้ำเป็นไปโดยอิสระขาดการกำกับดูแล ทำให้เกิดปัญหาระหว่างภาคส่วนการใช้น้ำ ดังนั้นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจึงต้องมีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการจัดสรรน้ำอย่างเท่าเทียม มีการศึกษาวิจัย การจัดทำแผนการจัดการลุ่มน้ำ องค์กรจัดการน้ำในพื้นที่อยู่ ดูแลรักษาสภาพทางน้ำ และมีระบบการติดตามตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพน้ำที่เพียงพอ เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะของการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ ตามหลักการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

การคำนวณดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ

ดัชนีชี้วัดรายมิติประเมินจากค่าคะแนนของตัวชี้วัดในมิตินั้น ๆ โดยกำหนดให้ตัวชี้วัดในแต่ละมิติมีค่าน้ำหนักของเท่ากัน เช่น มิติที่ 1 ต้นทุนทรัพยากรน้ำ มี 8 ตัวชี้วัด ทั้ง 8 ตัวชี้วัดมีค่าน้ำหนักเท่ากัน ในขณะที่ดัชนีชี้วัดรายมิติที่มีมิติย่อย กำหนดให้มิติย่อยในรายมิตินั้นมีค่าน้ำหนักเท่ากัน เช่น มิติที่ 3 ความมั่นคงของน้ำเพื่อการพัฒนา มี 3 มิติย่อย ทุกมิติย่อยมีค่าน้ำหนักเท่ากัน และตัวชี้วัดภายในมิติย่อยนั้น ๆ ก็มีค่าน้ำหนักเท่ากันด้วย กล่าวคือ ดัชนีชี้วัดรายมิติที่ไม่มีมิติย่อยประเมินดัชนีชี้วัดรายมิติจากค่าเฉลี่ยของค่าคะแนนตัวชี้วัดภายในมิตินั้น ส่วนดัชนีชี้วัดรายมิติที่มีมิติย่อยประเมินดัชนีชี้วัดรายมิติจากค่าเฉลี่ยของค่าคะแนนมิติย่อย

ค่าคะแนนตัวชี้วัดมีค่าระหว่าง 0 - 5 ซึ่งได้จากการพิจารณาตามค่าตัวชี้วัดแล้วกำหนดตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงค่าตัวชี้วัดแต่ละตัวตามเกณฑ์ข้อกำหนดในด้านทรัพยากรน้ำที่มีการกำหนดไว้แล้วทั้งในระดับประเทศและระดับสากล และตามการกระจายของค่าตัวชี้วัด เช่น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี น้ำท่าเฉลี่ยรายปีต่อประชากร ปริมาณการใช้น้ำอุปโภค - บริโภคต่อคน กำหนดค่าคะแนนตัวชี้วัดตามความเหมาะสมด้านทรัพยากรน้ำ และตัวชี้วัดครัวเรือนในชนบทที่มีน้ำประปาใช้ต่อครัวเรือนในชนบททั้งหมด ผลิตภาพการใช้น้ำด้านต่าง ๆ กำหนดค่าคะแนนตัวชี้วัดตามการกระจายของค่าตัวชี้วัด เป็นต้น

ระดับสถานะการจัดการน้ำของดัชนีชี้วัด

ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ แสดงถึงระดับสถานการณ์จัดการน้ำของพื้นที่ ทั้งในขอบเขตการปกครองและขอบเขตลุ่มน้ำ ตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดในระดับ 0 - 5 ดังตารางที่ 2.10-1

ตารางที่ 2.10-1 คำอธิบายสถานการณ์จัดการน้ำตามค่าดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ

ดัชนีชี้วัด สถานะ คําอธิบายสถานะการจัดการน้ํา
>4-5 ต้นแบบ (Model) มีความมั่นคงด้านต้นทุนทรัพยากรน้ำสูง มีการเข้าถึงน้ำได้อย่างทั่วถึง มีการใช้นํ้าอย่างมีประสิทธิภาพและมีระดับสมดุลและยั่งยืน มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับภัยแล้งและอุทกภัยได้ดีมาก มีป่าต้นน้ำและการดูแลจัดการป่าต้นน้ำอย่างมีส่วนร่วม มีการกํากับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมน้ำที่เข้มแข็ง ระบบติดตามตรวจสอบ ครอบคลุมเพียงพอ มีแผนการจัดการน้ำและมีการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมในทุกระดับ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านน้ำอย่างต่อนื่อง
>3-4 มีประสิทธิภาพ (Effective) มีความมั่นคงด้านต้นทุนทรัพยากรน้ำ ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคได้ทั่วถึงและเข้าถึงนํ้าเพื่อการพัฒนาได้เกือบทั้งหมด มีผลิตภาพการใช้น้ำสูงในบางภาคส่วน มีการใช้นํ้าอย่างสมดุล สามารถรับมือภัยแล้งและอุทกภัยได้ดีมีความเสียหายน้อยฟื้นฟูได้รวดเร็ว มีป่าไม้เพียงพอและมีการจัดการป่าต้นน้า มีการกํากับดูและด้านสิ่งแวดล้อมน้ำ มีระบบติดตามตรวจสอบ มีแผนการจัดการนํ้าทุกระดับและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำในกิจกรรมที่ส้าคัญ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านน้ำตามประเด็นปัญหาที่เผชิญ
>2-3 มีศักยภาพ (Capable) มีต้นทุนทรัพยากรน้ำเพียงพอสําหรับการอุปโภคบริโภค ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคได้ทั่วถึงและเข้าถึงน้ำเพื่อการพัฒนาจากระบบของรัฐได้บางส่วน มีผลิตภาพการใช้น้าปานกลาง มีการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิตในบางช่วงเวลา มีความเสียหายจากภัยแล้งและอุทกภัยได้ในระดับปานกลาง มีป่าไม้แต่ ขาดความสมบูรณ์ ขาดการจัดการป่าต้นน้ำ มีกฎหมายแต่ขาดการกํากับดูแลด้านสิ่งแเวดล้อมน้ำ มีระบบติดตามตรวจสอบ มีแผนการจัดการน้ำในบางระดับและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำน้อยเกินไป มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านนํ้าน้อย
>1-2 ต้องพัฒนา (Engaged) ขาดแคลนต้นทุนทรัพยากรน้ำสําหรับการอุปโภคบริโภค ประชาชนเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคได้ยากและขาดการพัฒนาจากระบบส่งน้ำเพื่อการพัฒนา มีผลิตภาพ การใช้น้ำต่ำ ขาดแคลนนํ้าเพื่อการผลิต มีความเสียหายจากภัยแล้งและอุทกภัยได้ในระดับรุนแรง พื้นที่ป่าไม้น้อยมากและขาดความสมบูรณ์ ไ่ม่มีการจัดการป่า มีกฎระเบียบไม่เพียงพอและระบบกํากับดูและด้านสิ่งแวดล้อมน้ำ ไม่มีระบบติดตามตรวจสอบ มีแผนการจัดการนํ้าแต่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านน้ำน้อยมาก
0-1 อันตราย (Hazardous) ขาดแคลนต้นทุนทรัพยากรนํ้าสําหรับการอุปโภคบริโภคอย่างรุนแรง ประชาชนเข้าถึงนํ้าอุปโภคบริโภคได้ยากมากและไม่มีการพัฒนาระบบส่งนํ้าเพื่อการพัฒนา มีผลิตภาพการใช้น้ำต่ำมาก ขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต มีความเสียหายจากภัยแล้งและอุทกภัยได้ในระดับรุนแรงมาก ไม่มีพื้นที่ป่าไม้ ไม่มีกฎระเบียบและระบบ กํากับดูและด้านสิ่งแวดล้อมน้ำ ไม่มีระบบติดตามตรวจสอบ ไม่มีแผนการจัดการน้ำและประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ ไม่มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านน้ำ
ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2563)

สรุปภาพรวมดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ ของภาคเหนือตอนบน

ประเทศไทยมีค่าดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ หรือ WMI เท่ากับ 3.43 ถือว่าอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ ส่วนภาคเหนือมีค่าดัชนีชี้วัดเท่ากับ 3.56 ถือว่าอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ ซึ่งในรายงานฉบับนี้ได้วิเคราะห์ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเท่านั้น โดยผลการวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 8 มิติ ดังนี้

มิติที่ 1 ต้นทุนทรัพยากรน้ำ (Resources)

จังหวัดส่วนใหญ่มีความมั่นคงด้านต้นทุนทรัพยากรน้ำอยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพ ยกเว้นจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งมีต้นทุนทรัพยากรน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคเท่านั้นโดยดัชนีชี้วัดอยู่ในระดับมีศักยภาพ

มิติที่ 2 การจัดการน้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภค (Household water security)

ทุกจังหวัดอยู่ในระดับต้นแบบ ซึ่งมีการเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้อย่างทั่วถึง

มิติที่ 3 ความมั่นคงของน้ำเพื่อการพัฒนา (Economic water security)

จังหวัดส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีศักยภาพ มีผลิตภาพการใช้น้ำปานกลางซึ่งอาจมีการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิตในบางช่วงเวลา ยกเว้นจังหวัดลำพูนที่มีผลิตภาพการใช้น้ำสูงในบางภาคส่วน โดยมีค่า WMI อยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพ

มิติที่ 4 ความสมดุลของน้ำต้นทุนและการใช้น้ำ (Balance in resources and usage)

จังหวัดส่วนใหญ่อยู่ในระดับต้นแบบ โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอนและน่าน มีค่า WMI เท่ากับ 5.00 มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับภัยแล้งและอุทกภัยได้ดีมาก ยกเว้นจังหวัดพะเยาที่อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ ส่วนจังหวัดลำพูนอยู่ในระดับต้องพัฒนา มีค่า WMI เท่ากับ 1.66 ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต

มิติที่ 5 การจัดการคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมน้ำ (Environmental water security)

จังหวัดส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีศักยภาพ ทำให้ความเสียหายจากภัยแล้งและอุทกภัยได้ในระดับปานกลาง ยกเว้นจังหวัดลำปางและพะเยาที่อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถรับมือภัยแล้งและอุทกภัยได้ดีมีความเสียหายน้อยและฟื้นฟูได้รวดเร็ว

มิติที่ 6 การจัดการภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ (Resilience to water-related disasters)

จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และน่าน อยู่ในระดับต้นแบบเนื่องจากมีระบบติดตามตรวจสอบครอบคลุมที่เพียงพอ ส่วนจังหวัดที่เหลืออยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ

มิติที่ 7 การจัดการ และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ (Management of upstream forest)

จังหวัดพะเยา เชียงใหม่ และลำปางอยู่ในระดับต้นแบบ ซึ่งมีแผนการจัดการน้ำและมีการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมในทุกระดับ ส่วนจังหวัดที่เหลืออยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ ยกเว้นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีแผนการจัดการน้ำในบางระดับและประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำที่น้อยทำให้อยู่ในระดับมีศักยภาพเท่านั้น

มิติที่ 8 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Water resources management performance)

จังหวัดลำปางที่อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีการสนับสนุนและพัฒนาด้านน้ำตามประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่จังหวัดส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีศักยภาพที่มีการสนับสนุนการพัฒนาบ้าง ส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่อยู่ในระดับต้องพัฒนา เนื่องจากมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านน้ำน้อยมาก

ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ เป็นเครื่องมือในการวัดระดับการจัดการน้ำในพื้นที่นั้น ๆ ทั้งในรูปแบบองค์รวม และเจาะจงรายละเอียดลงไปในแต่ละปัจจัย ทำให้สามารถนำไปเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจในการกำหนดทิศทางพัฒนาและวางแผนการบริหารจัดการน้ำได้อย่างครบถ้วน และถูกต้อง ดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำถูกกำหนดขึ้นให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศและวิสัยทัศน์การจัดการน้ำ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค - บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” จากกระบวนการพัฒนาดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำ สามารถสรุปผลการประเมินดัชนีชี้วัดการจัดการน้ำรายจังหวัด (ภาคเหนือตอนบน) โดยมีรายละเอียดดังนี้